ตัวอย่างคำฟ้องร่วมกันออกเงินกู้เรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด

       ข่าวจากหนังสือพิมพ์เรื่องการกู้เงินนอกระบบและการทวงหนี้โหดเกิดขึ้นทุกวันและในหลายๆจังหวัด ทุกภาคของประเทศไทย เช่น จับแก๊งเงินกู้นอกระบบทวงหนี้โหดอัดลูกหนี้จ่ายช้าปางตายหลายราย , แก๊งทวงหนี้เหิมรุมทำร้าย-กรีดอกเจ้าของอู่ซ่อมเรือสาหัส  , ตำรวจน่านจับแก๊งโจ๋ทวงหนี้โหด , แก๊งทวงหนี้เหิมบุกตื้บแม่ค้าค้างส่งเงินต้น-ดอก , เด้งดาบตำรวจ ทวงหนี้โหด เข้ากรุ ๑๘๐ วัน
       พฤติการณ์ของพวกทวงหนี้จะมีลักษณะคล้ายๆกันดังนี้ แก็งทวงหนี้โหดอัดลูกหนี้จ่ายช้าปางตายทุกราย ทั้งขู่ทั้งทำลายข้าวของ สุดท้ายอุ้มไปซ้อมจนกระอัก มีลูกค้าเป็นพันราย ดอกเบี้ยร้อยละ ๒๐ ต่อวัน สารภาพหน้าตาเฉยถ้าไม่ซ้อมลูกค้ารายอื่นจะไม่กลัว ได้ผู้ต้องหาหลายราย จับกุมได้ที่บ้าน ต.หนองปลาไหล อ.บางละมุง เจ.ชลบุรี ซึ่งเป็นบ้านของ “เจ๊แอน” พร้อมหลักฐานหลายร้อยรายการ สัญญากู้เงินของลูกค้ากว่า ๔๐๐ ชุด สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของผู้กู้กว่า ๔๐๐ ชุด ใบเพิ่มทุนคืนของประชาชน ๓๐๐ แผ่น ตารางบัญชียอดเงินส่งโต๊ะรายวัน ๑๓๐ แผ่น สมุดบัญชีเก็บเงินลูกค้ากว่า ๕๐ เล่ม ดำเนินคดีในข้อหาร่วมกันกระทำการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน ประกอบธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลโดยไม่ได้รับอนุญาต เป็นผู้ให้กู้เงินโดยเรียกเก็บดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด ทั้งหมดให้การรับสารภาพว่า เป็นสมุนเจ๊แอน มีหน้าที่ทวงหนี้ ได้เงินเดือนละ ๑๕,๐๐๐ บาท และหากใครเบี้ยว หรือล่าช้าก็จะเข้าไปข่มขู่ ถ้าไม่เชื่อจะทำลายข้าวของ และสุดท้ายจะอุ้มไปซ้อม เพราะเจ๊แอนบอกว่าหากไม่จัดการก็จะไม่มีใครเกรงกลัว และจะเบี้ยวหรือจ่ายล่าช้ากันหมด แล้วจะเอาเงินที่ไหนกินกัน (ที่มา : ข่าวจากผู้จัดการออนไลน์ ๑๑ เมษายน ๒๕๕๖)


       เพราะเหตุใด แก็งทวงหนี้จึงไม่กลัวกฎหมาย เหตุผลคือเพราะว่าพวกนี้สามารถทำเงินได้มากแต่หากถูกดำเนินคดีก็ได้รับโทษน้อย ส่วนมากจะเป็นการรอการลงโทษ พวกนี้จึงโหดเพราะเมื่อถูกจับก็มักจะไม่ได้รับการลงโทษตามที่ควร

ตัวอย่างการฟ้องคดีแก็งทวงหนี้โหด
ฐานความผิด ประกอบธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับเป็นทางการค้าปกติโดยไม่ได้รับอนุญาต และร่วมกันออกเงินกู้เรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด และร่วมกันทำให้ผู้อื่นเกิดความกลัวหรือความตกใจด้วยการขู่เข็ญ
       ข้อ ๑. เมื่อวันที่ ๑๙ มีนาคม ๒๕๕๓ เวลากลางวัน จำเลยทั้งสองได้บังอาจร่วมกันกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกันกล่าวคือ
           ก. จำเลยทั้งสองได้บังอาจร่วมกันให้ นาง ส.กู้ยืมเงินจำนวน ๕,๐๐๐ บาทคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๒๐ บาทต่อเดือน อันเป็นดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดไว้ (อัตราร้อยละสิบห้าต่อปีหรือร้อยละ ๑,๒๕ ต่อเดือน) ซึ่งเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย
           ข. จำเลยทั้งสองได้บังอาจร่วมกันให้ นาง ส. กู้ยืมเงินจำนวน ๕,๐๐๐ บาทคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๒๐ บาทต่อเดือน และจำเลยทั้งสองได้ไปเรียกเก็บดอกเบี้ยจากนาง ส. ในวันดังกล่าว อันเป็นการประกอบธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับของกระทรวงการคลังเป็นทางการค้าปกติโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย
           ค. ภายหลังจากที่จำเลยทั้งสองได้กระทำความผิดตามฟ้องข้อ ๑.ก และ ๑.ข แล้ว จำเลยทั้งสองได้บังอาจพูดขู่เข็ญว่าจำทำร้าย นาง ส. ผู้เสียหาย หากไม่ส่งเงินกู้รายวันคืนซึ่งการขู่เข็ญดังกล่าวนั้น ทำให้ผู้เสียหายเกิดความกลัวหรือตกใจ
        เหตุตามฟ้องข้อ ๑.ก , ๑.ข และ ๑.ค เกิดที่ตำบลบางพุดทรา อำเภอเมืองสิงห์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี
       ข้อ ๒. ตามวันเวลาดังกล่าวในฟ้องข้อ ๑. เจ้าพนักงานจับกุมจำเลยทั้งสองได้พร้อมบัญชีรายการเก็บดอกเบี้ยเงินกู้รายวัน ๒ แผ่น และนามบัตรของผู้ประกอบกิจการเงินทุนหมุนเวียนสองใบ ซึ่งจำเลยทั้งสองใช้ในการกระทำความผิด จึงยึดไว้เป็นของกลางนำส่งพนักงานสอบสวน ทำการสอบสวนแล้ว
        ชั้นสอบสวนจำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ
        ของกลางเจ้าพนักงานเก็บรักษาไว้
        ระหว่างสอบสวน จำเลยทั้งสองถูกควบคุมตัวมาโดยตลอด ได้ส่งตัวจำเลยทั้งสองมาศาลพร้อมฟ้องนี้แล้ว
        อนึ่ง เป็นกรณีที่รัฐบาลมีมาตรการให้การบังคับใช้กฎหมายเป็นไปอย่างเข้มงวดเพื่อป้องกันการใช้อำนจอื่นที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่เกรงกลัวกฎหมายบ้านเมืองทั้งเพื่อให้ผู้กระทำผิดเกิดความตระหนักถึงสิทธิเสรีภาพของประชาชน ขอให้ศาลลงโทษจำเลยทั้งสองในอัตราสูงสุดเพื่อให้เข็ดหลาบด้วย
        ขอให้ลงโทษจำเลยตาม พระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. ๒๔๗๕ มาตรา ๓ , ประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๕๘ ลงวันที่ ๒๖ มกราคม ๒๕๑๕ ข้อ ๕ , ข้อ ๑๖ ประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง กิจการที่ต้องขออนุญาตตามข้อ ๕ แห่งประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๕๘ (เรื่องสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้กากำกับ) ฉบับลงวันที่ ๙ มิถุนายน ๒๕๔๘ ข้อ ๑ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓ , ๘๓ , ๙๑ , ๓๙๒ พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ ๖) พ.ศ. ๒๕๒๖ มาตรา ๔ ขอริบของกลาง
                                 ลงชื่อ                          โจทก์
                                            พนักงานอัยการ